Office Hours : 10:00 AM - 07:00 PM ปิดทุกวันพุธ | Line : @wesmiledentalhaus

We Smile Dental Haus​

คำถามที่พบบ่อย

จัดฟันใสคืออะไร? แตกต่างจากจัดฟันแบบเหล็กอย่างไร?

คือการจัดฟันโดยใช้เครื่องมือที่เป็นถาดพลาสติกใส (Aligners) ที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคลเพื่อค่อย ๆ เคลื่อนฟัน ต่างจากแบบเหล็กตรงที่เครื่องมือเกือบจะมองไม่เห็น สามารถถอดเข้าออกได้เอง ทำให้สะดวกในการรับประทานอาหารและทำความสะอาดฟัน

โดยทั่วไป ทันตแพทย์จะแนะนำให้ใส่เครื่องมือจัดฟันใสอย่างน้อย 20-22 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้การเคลื่อนฟันเป็นไปตามแผนที่วางไว้ และควรถอดเวลารับประทานอาหาร แปรงฟัน และใช้ไหมขัดฟัน

ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของเคสและความร่วมมือของคนไข้ในการใส่เครื่องมือตามที่กำหนด โดยเฉลี่ยอาจใช้เวลาตั้งแต่ 6 เดือนไปจนถึง 2 ปี หรือนานกว่านั้นสำหรับเคสที่ซับซ้อน

จัดฟันใสสามารถแก้ปัญหาฟันได้หลากหลาย แต่ในบางกรณีที่มีความซับซ้อนสูง เช่น ฟันยื่นมาก ฟันซ้อนเกมาก หรือปัญหาเกี่ยวกับกระดูกขากรรไกรอย่างรุนแรง อาจต้องใช้การจัดฟันแบบอื่นร่วมด้วย หรืออาจต้องปรึกษาทางเลือกอื่น ๆ กับทันตแพทย์จัดฟัน

การจัดฟันใสจะไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บแบบจัดฟันโลหะทั่วไป เพราะไม่มีเหล็กติดบนฟัน เกิดความระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อในปากน้อยกว่า คนไข้ส่วนใหญ่จะรู้สึกถึง “แรงกดเบา ๆ” ในช่วงแรกของการเปลี่ยนถาดใหม่เท่านั้น โดยอาการจะลดลงเองภายในไม่กี่วัน

ส่วนใหญ่หมอจะนัดตรวจทุก 6–10 สัปดาห์ เพื่อประเมินการเคลื่อนฟันว่าเป็นไปตามแผนหรือไม่ และให้เครื่องมือถาดใหม่เพิ่ม ระหว่างนั้นคนไข้สามารถส่งรูปฟันผ่านระบบออนไลน์ของคลินิก เพื่อให้หมอติดตามผลได้โดยไม่ต้องมาทุกครั้ง ในบางกรณ๊หากมีการเปลี่ยนแผนรักษาหรือเคสซับซ้อน อาจนัดถี่ขึ้นตามดุลยพินิจของคุณหมอ

ควรพาเด็กมาปรึกษาทันตแพทย์จัดฟันครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่?

สมาคมทันตแพทย์จัดฟัน แนะนำให้พาเด็กมาตรวจประเมินครั้งแรกเมื่อมีอายุประมาณ 7 ปี เนื่องจากเป็นช่วงที่ฟันแท้เริ่มขึ้นและสามารถตรวจพบปัญหาการสบฟันหรือโครงสร้างขากรรไกรได้แต่เนิ่น ๆ เพื่อพิจารณาว่าจำเป็นต้องมีการจัดฟันระยะแรก (ช่วงฟันน้ำนมผสมฟันแท้ – Phase I) หรือไม่

การจัดฟันเด็กมักเป็นการจัดฟันระยะแรก (ช่วงฟันน้ำนมผสมฟันแท้ – Phase I) โดยมีเป้าหมายหลักคือ การแก้ไขปัญหาโครงสร้างกระดูกขากรรไกร การสร้างพื้นที่ให้ฟันแท้ขึ้น หรือแก้ไขนิสัยที่เป็นสาเหตุของปัญหาฟัน ซึ่งต่างจากการจัดฟันผู้ใหญ่ที่เน้นการเคลื่อนที่ของฟันเป็นหลัก

มีหลายประเภทขึ้นอยู่กับปัญหาที่ต้องแก้ไข เช่น เครื่องมือแบบถอดได้ (สำหรับขยายขากรรไกรหรือฝึกนิสัย), เครื่องมือแบบติดแน่นบางส่วน (เช่น เครื่องมือขยายเพดานปาก) หรือ เครื่องมือกันฟันล้ม

ช่วยให้ขากรรไกรเจริญเติบโตอย่างเหมาะสม, จัดการพื้นที่สำหรับฟันแท้ที่จะขึ้น, แก้ไขการสบฟันที่ผิดปกติ, ปรับปรุงรูปลักษณ์ภายนอก, และลดโอกาสที่ฟันจะได้รับบาดเจ็บ

ควรปรึกษาทันตแพทย์ทันที เพราะนิสัยเหล่านี้สามารถส่งผลเสียต่อการเรียงตัวของฟันและการเจริญเติบโตของขากรรไกรได้ ซึ่งทันตแพทย์อาจใช้เครื่องมือพิเศษเพื่อช่วยแก้ไขนิสัยเหล่านี้ก่อน หรือระหว่างการจัดฟัน

วีเนียร์คืออะไร? และเหมาะกับใคร?

วีเนียร์คือวัสดุที่มีลักษณะเป็นแผ่นบาง ๆ ทำจากพอร์ซเลน (Porcelain) หรือคอมโพสิต (Composite) ใช้สำหรับปิดทับผิวหน้าฟัน เพื่อปรับปรุงรูปร่าง ขนาด สี หรือแก้ไขปัญหาความไม่สมบูรณ์ของฟัน เช่น ฟันบิ่น ฟันมีช่องว่าง ฟันสีไม่สวย หรือฟันที่รูปร่างผิดปกติ

หลัก ๆ มี 2 ประเภท คือ วีเนียร์พอร์ซเลน (Porcelain Veneers) ที่มีความทนทาน สีสวยงามคล้ายฟันธรรมชาติ และมีราคาสูงกว่า กับ วีเนียร์คอมโพสิต (Composite Veneers) ที่ทำเสร็จได้ในครั้งเดียว ราคาถูกกว่า แต่ความทนทานและสีอาจจะสู้พอร์ซเลนไม่ได้

การกรอฟันขึ้นอยู่กับชนิดของวีเนียร์และสภาพฟันเดิมของผู้ป่วย สำหรับวีเนียร์พอร์ซเลนส่วนใหญ่จะต้องมีการกรอฟันออกเพียงเล็กน้อยเพื่อให้มีพื้นที่สำหรับแผ่นวีเนียร์ แต่ปัจจุบันมีวีเนียร์แบบ Minimal-Prep หรือ No-Prep ที่แทบไม่ต้องกรอฟันเลย

วีเนียร์พอร์ซเลนมักมีอายุการใช้งานประมาณ 10-15 ปี หรือนานกว่านั้น หากดูแลรักษาอย่างดีและมาพบทันตแพทย์เป็นประจำ ส่วนวีเนียร์คอมโพสิตอาจอยู่ได้ประมาณ 5-7 ปี ก่อนที่อาจจะต้องมีการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่

ควรดูแลเหมือนฟันธรรมชาติ คือ แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ใช้ไหมขัดฟัน และมาตรวจสุขภาพฟันทุก 6 เดือน ควรหลีกเลี่ยงการกัดอาหารแข็ง ๆ เช่น น้ำแข็ง กระดูก เพื่อป้องกันวีเนียร์แตกหรือกะเทาะ

ฟอกสีฟันคืออะไร? และมีวิธีการฟอกสีฟันแบบใดบ้าง?

คือการใช้สารเคมีที่มีส่วนประกอบของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) หรือคาร์บามายด์เปอร์ออกไซด์ (Carbamide Peroxide) เพื่อกำจัดคราบสีที่ฝังอยู่ในเนื้อฟัน แบ่งเป็น 2 วิธีหลัก คือ 1. ฟอกสีฟันที่คลินิก (In-Office Whitening) โดยใช้แสง/เลเซอร์กระตุ้น และ 2. ฟอกสีฟันที่บ้าน (Home Whitening) โดยใช้ถาดฟอกสีฟันและน้ำยาที่มีความเข้มข้นต่ำกว่า

การฟอกสีฟันที่ทำโดยทันตแพทย์และใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง ไม่ทำให้โครงสร้างฟันเสียหาย หรือทำให้ฟันบางลงอย่างถาวร แต่บางรายอาจมีอาการเสียวฟันชั่วคราวในช่วงระหว่างหรือหลังการรักษา

น้ำยาฟอกสีฟันจะเข้าไปทำปฎิกิริยากับ “เม็ดสี” ที่สะสมภายในฟัน ให้มีการแตกตัวเป็นโมเลกุลเล็กและโปร่งแสงขึ้น จึงทำให้ฟันดูขาวขึ้น โดยไม่ทำผิวฟันบางลง ดังนั้นการฟอกสีฟันปลอดภัยแน่นอน เพราะใช้สารในปริมาณที่ทันตแพทย์ควบคุม และไม่ทำลายเคลือบฟัน

บางคนอาจมีอาการเสียวฟันเล็กน้อยชั่วคราว ซึ่งมักหายภายใน 1–2 วัน เพื่อให้ฟันปรับสภาพ หรือควรฟอกสีฟันวันเว้นวัน เพื่อลดอาการเสียวฟัน อย่างไรก็ตาม หากมีอาการเสียวฟันอยู่ แนะนำให้ไปพบทันตแพทย์

ผลลัพธ์ของการฟอกสีฟันไม่ถาวร สีฟันอาจจะเข้มขึ้นได้อีกเมื่อเวลาผ่านไป (ปกติจะอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน – 2 ปี) ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีสี เช่น ชา กาแฟ ไวน์แดง และการดูแลรักษาความสะอาด

โดยทั่วไปจะอยู่ได้ 6 เดือนถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบริโภคและการดูแลฟันของแต่ละคน

ผู้ที่ไม่ควรฟอกสีฟัน ได้แก่ สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร, เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี, ผู้ที่มีฟันผุหรือโรคเหงือกอักเสบที่ยังไม่ได้รับการรักษา, และผู้ที่มีวัสดุอุดฟันหรือครอบฟันบริเวณฟันหน้า (เพราะสีของวัสดุเหล่านี้จะไม่เปลี่ยนตามสีฟันธรรมชาติ)

ควรหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีสีเข้มจัดอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมงหลังการฟอกสีฟัน (เรียกว่า “White Diet”) และควรดูแลสุขอนามัยช่องปากให้ดี รวมถึงอาจใช้ผลิตภัณฑ์ฟอกสีฟันที่บ้านเพื่อคงความขาวเป็นระยะ (ตามคำแนะนำของทันตแพทย์)

สามารถทำได้ แต่ในช่วงเวลาที่ฟอกสีฟัน ควรหลีกเลี่ยงเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ถ้าทานกาแฟแนะนำเป็นกาแฟเย็น/ใส่นม เพื่อเจือจางความเข้มข้นของสีกาแฟ ใช้หลอดดูด และดื่มน้ำตามมากๆ ทำความสะอาดทันทีหลังทานทุกครั้ง

ควรพาลูกมาพบหมอฟันเมื่อไหร่? ต้องมาพบบ่อยแค่ไหน?

เด็กควรเริ่มพบทันตแพทย์ครั้งแรก ประมาณอายุ 6 เดือน–1 ปี หรือทันทีที่ฟันซี่แรกโผล่ขึ้นมา หลังจากนั้น ควรพาลูกตรวจ ทุก 6 เดือน เพื่อตรวจฟัน ป้องกันฟันผุ และประเมินพัฒนาการของฟันและขากรรไกร

  • เตรียมตัว: เล่าเรื่องการกิน การนอน และพฤติกรรมการแปรงฟันของลูกให้หมอฟัง
  • สิ่งที่หมอทำ:
    • ตรวจฟันและเหงือก
    • ให้คำแนะนำเรื่องการดูแลฟันที่บ้าน
    • ประเมินความเสี่ยงฟันผุ และสาธิตการแปรงฟัน

การเลิกนมมื้อดึกและนมขวดคือการลงทุนเพื่อสุขภาพช่องปากและพัฒนาการที่ดีของลูกน้อย

เมื่อฟันน้ำนมเริ่มขึ้น (ประมาณ 6 เดือน) การกินนมในช่วงกลางคืนจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะ ขณะนอนหลับ น้ำลายจะไหลน้อยลงมาก ทำให้ไม่มีน้ำลายมาชะล้างน้ำตาลในนม น้ำตาลจึงหมักหมมอยู่บนผิวฟันตลอดคืน และเกิดฟันผุได้อย่างรวดเร็ว ส่วนการดูดนมจากขวดเมื่ออายุเกิน 1.5 – 2 ปี นอกจากเพิ่มความเสี่ยงฟันผุ (หากติดดูดจุกนานๆ) ยังอาจส่งผลต่อการเรียงตัวของฟัน และการพัฒนาการของกล้ามเนื้อช่องปาก ซึ่งอาจมีผลต่อการออกเสียงในอนาคต

พฤติกรรม

ช่วงเวลาที่ควรเลิก

ผลเสียหากเลิกช้า

นมมื้อดึก (หลังเที่ยงคืน)

เริ่มงดตั้งแต่ 6 เดือน (หลังฟันซี่แรกขึ้น)

ฟันผุจากขวดนมรุนแรง: ขณะหลับน้ำลายน้อย ทำให้คราบนมและน้ำตาลหมักหมมทำลายฟันอย่างรวดเร็ว

นมขวด

ควรเลิกให้สำเร็จก่อนอายุ 1.5 ปี

ฟันผุ และ ความผิดปกติของโครงสร้างฟันและกราม: อาจทำให้ฟันหน้ายื่น (เหยิน) หรือมีปัญหาการสบฟัน และส่งผลต่อพัฒนาการการพูด

  • แปรงสีฟัน: ขนนุ่ม หัวเล็กเหมาะกับปากเด็ก
  • ยาสีฟัน: ควรมี ฟลูออไรด์ 1000-1500 ppm

การแปรงฟันที่ช่วยป้องกันฟันผุได้ดีที่สุด คือ “การแปรงฟันแบบแห้ง” ซึ่งหมายถึงการใช้ยาสีฟันที่มี ฟลูออไรด์ โดยไม่ต้องบ้วนน้ำตามหลังแปรงเสร็จ เพื่อให้ฟลูออไรด์ทำงานเคลือบและซ่อมแซมฟันได้เต็มที่และนานที่สุด

ทำไมต้องแปรงแห้ง?

  • ฟลูออไรด์ทำงานเต็มที่: เมื่อเราไม่บ้วนน้ำตาม ฟลูออไรด์จะคงอยู่ในช่องปาก มีความเข้มข้นสูง และเกาะติดกับผิวฟันได้นานขึ้น
  • ป้องกันฟันผุได้ดีกว่า: การคงอยู่ของฟลูออไรด์จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของผิวฟัน ทำให้ทนทานต่อกรดที่ทำให้เกิดฟันผุได้มากขึ้น


ขั้นตอนการแปรงแห้งสำหรับเด็ก (Spit, Don’t Rinse)

  1. ไม่จุ่มแปรง: ไม่ต้องจุ่มแปรงสีฟันในน้ำ และไม่ต้องบ้วนน้ำก่อนแปรงฟัน
  2. บีบยาสีฟัน: บีบยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ในปริมาณที่เหมาะสมตามช่วงวัยของลูก (ดูตารางด้านล่าง)
  3. แปรงให้ทั่วถึง: แปรงฟันให้ทั่วทุกซี่และทุกด้าน โดยใช้เวลา อย่างน้อย 2 นาที
  4. ถ่ม/ถุยฟองออก: เมื่อแปรงเสร็จ ให้ลูก ถ่มหรือถุยฟองยาสีฟันและน้ำลายทิ้ง โดยไม่ต้องบ้วนน้ำตาม
    • ทริคสำหรับเด็กเล็กที่บ้วนน้ำไม่เป็น: คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้ผ้าก๊อซหรือผ้าสะอาดชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดฟองยาสีฟันและคราบที่เหลือรอบ ๆ ปากลูกแทนการบ้วนน้ำได้
  5. งดน้ำ/อาหาร 30 นาที: หลังแปรงฟันเสร็จ ควรงดการดื่มน้ำและรับประทานอาหาร อย่างน้อย 30 นาที

การใช้ยาสีฟันฟลูออไรด์ในปริมาณที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการได้รับฟลูออไรด์มากเกินไป (ซึ่งอาจทำให้เกิดฟันตกกระ)

ช่วงอายุ

ปริมาณยาสีฟัน (ฟลูออไรด์ 1000 ppm)

วิธีปฏิบัติหลังแปรง

ฟันซี่แรก – น้อยกว่า 3 ปี

ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร (แตะพอเปียกขนแปรง)

เช็ดฟองออก ด้วยผ้าก๊อซหรือผ้าสะอาด

3 ปี – น้อยกว่า 6 ปี

ขนาดเท่าเมล็ดถั่วลันเตา (เท่าความกว้างหัวแปรง)

ถ่ม/ถุยฟองทิ้ง (ห้ามบ้วนน้ำตาม)

6 ปี ขึ้นไป

ขนาดเท่าความยาวหัวแปรง

ถ่ม/ถุยฟองทิ้ง (ห้ามบ้วนน้ำตาม)

(ตามคำแนะนำของทันตแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย และกรมอนามัย)

คำแนะนำจากทันตแพทย์

  • ยาสีฟันฟลูออไรด์: ควรเลือกยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์อย่างน้อย 1,000 ppm ตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้น
  • ไม่ต้องกังวลเรื่องการกลืน: สารเคมีและฟลูออไรด์ในยาสีฟันสำหรับเด็กอยู่ในปริมาณที่ปลอดภัย หากมีการกลืนกินเพียงเล็กน้อยก็ไม่เป็นอันตราย (แต่ต้องใช้ในปริมาณที่แนะนำ)
  • หากมีเศษอาหาร: ก่อนเริ่มแปรงแห้ง หากมีเศษอาหารชิ้นใหญ่ติดอยู่ ควรใช้ไหมขัดฟันหรือให้ลูกกลั้วน้ำแรง ๆ กำจัดเศษอาหารออกไปก่อน แล้วจึงเริ่มแปรงแห้ง

การแปรงฟันที่ถูกวิธีต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็กเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ปกครองต้องเป็นผู้แปรงฟันให้เด็กจนถึงอายุ 8-10 ปี เนื่องจากกล้ามเนื้อมือของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึง

1. วัยฟันน้ำนม (6 เดือน – 6 ปี)

ในวัยนี้ฟันน้ำนมมีขนาดเล็ก และมักใช้การ “ถูไปมาในแนวนอน” หรือที่เรียกว่า Horizontal Scrub เพราะทำความสะอาดง่ายและมีประสิทธิภาพสำหรับฟันน้ำนม

ตำแหน่งวิธีการแปรงจำนวนครั้ง/ท่า
ท่านอนแปรง (สำหรับเด็กเล็ก)จัดให้เด็กนอนบนตัก หรือนอนหงาย เพื่อให้ผู้ปกครองมองเห็นฟันได้ชัดเจน และใช้มือแหวกริมฝีปากและแก้ม 
ด้านนอก (ติดแก้ม/ริมฝีปาก)วางแปรงสีฟันตั้งฉากกับผิวฟัน ถูไปมาในแนวนอนสั้น ๆ เน้นที่รอยต่อระหว่างเหงือกกับฟัน5-6 ครั้ง ต่อฟัน 2-3 ซี่
ด้านใน (ติดลิ้น/เพดานปาก)ถูไปมาในแนวนอนเช่นกัน ระวังอย่าให้แปรงโดนลิ้นมากเกินไป5-6 ครั้ง ต่อฟัน 2-3 ซี่
ด้านบดเคี้ยว (ฟันกราม)ถูไปมาในแนวนอน เน้นทำความสะอาดร่องฟันให้ทั่ว5-6 ครั้ง ต่อซี่
ลิ้นแปรงลิ้นเบา ๆ เพื่อกำจัดแบคทีเรีย1-2 ครั้ง

เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่นำไปใช้สอนลูกที่คลินิกได้อย่างง่ายและเห็นภาพ นี่คือเทคนิคการแปรงฟันที่ถูกต้องสำหรับเด็ก โดยแบ่งตามช่วงวัยหลัก ๆ ตามคำแนะนำของทันตแพทย์:

 

2. วัยฟันชุดผสม/ฟันแท้ (6 ปีขึ้นไป)

ในวัยนี้ฟันแท้เริ่มขึ้น โดยเฉพาะฟันกรามแท้ซี่แรกที่ขึ้นหลังฟันน้ำนมซี่สุดท้าย ซึ่งเป็นซี่ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ ทันตแพทย์จะเริ่มแนะนำให้ใช้ เทคนิคขยับปัด (Modified Bass Technique) หรือสอนการแปรงแบบ วงกลม (Fones) เพื่อทำความสะอาดได้ดีขึ้น

ตำแหน่งวิธีการแปรง (เทคนิคขยับปัด)
ด้านนอก & ด้านในวางแปรง: วางแปรงสีฟันทำมุม 45 องศา บริเวณรอยต่อระหว่างฟันกับเหงือก
ขยับ: ขยับแปรงไปมาในแนวนอนสั้น ๆ เบา ๆ ในบริเวณเดิมประมาณ 5-10 ครั้ง 
ปัด: ปัดแปรงลง (สำหรับฟันบน) หรือ ปัดแปรงขึ้น (สำหรับฟันล่าง) 
ด้านบดเคี้ยวถูไปมาในแนวนอน หรือแปรงแบบวงกลมเล็ก ๆ
ฟันหน้าด้านในวางแปรงสีฟันในแนวตั้ง และใช้ปลายขนแปรง ปัดลง (ฟันบน) หรือ ปัดขึ้น (ฟันล่าง)
ลิ้นแปรงลิ้นเบา ๆ จากโคนมาปลาย

 

เคล็ดลับการแปรงฟันให้ครบ 2 นาที

การแปรงฟันต้องใช้เวลา 2 นาที เพื่อให้มั่นใจว่าสะอาดทุกซี่ทุกด้าน

  • แบ่งสี่ส่วน: สอนลูกแบ่งปากเป็น 4 ส่วน (บนขวา, บนซ้าย, ล่างขวา, ล่างซ้าย) และใช้เวลาแปรงส่วนละ 30 วินาที
  • ใช้เพลงหรือแอป: เปิดเพลงที่มีความยาว 2 นาที หรือใช้แอปพลิเคชันช่วยจับเวลาการแปรงฟันสำหรับเด็ก เพื่อให้การแปรงฟันเป็นเรื่องสนุกและทำครบเวลา
  • ตรวจซ้ำ: แม้เด็กจะเริ่มแปรงเองได้แล้ว ผู้ปกครองควรตรวจซ้ำและช่วยแปรงซ้ำในบริเวณที่เด็กทำความสะอาดได้ไม่ดี (เช่น ฟันกรามซี่ในสุด) โดยเฉพาะก่อนนอน

การเริ่มต้นนิสัยการแปรงฟันที่ดีตั้งแต่เนิ่น ๆ คือรากฐานสำคัญของฟันที่แข็งแรงไปตลอดชีวิตค่ะ!

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านสงสัยว่าเมื่อไหร่ที่ลูกจะดูแลช่องปากตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ คำตอบคือ เราต้องดูที่ “ความพร้อมของกล้ามเนื้อมัดเล็ก” ของเด็กเป็นหลัก

 

กิจกรรม

อายุที่เริ่มฝึก

อายุที่ทำความสะอาดได้เองอย่างมีประสิทธิภาพ

แปรงฟัน

เริ่มฝึกตั้งแต่ 2-3 ปี (ถือแปรงเอง)

7 – 8 ปี

ไหมขัดฟัน

เริ่มฝึกตั้งแต่ 4 ปี (ใช้แบบมีด้ามจับ)

9 – 10 ปี

 

1. การแปรงฟัน (ต้องอาศัยการช่วยเหลือ)

  • อายุ 2 – 3 ปี: ลูกเริ่มอยากทำเอง ให้ลองถือแปรงและแปรงเล่นเองได้ แต่ส่วนใหญ่จะเน้นการเคี้ยวแปรงหรือแปรงแค่ฟันหน้า ผู้ปกครองต้องแปรงซ้ำให้สะอาดทุกครั้ง
  • อายุ 4 – 6 ปี: ลูกเริ่มเขียนหนังสือ/ติดกระดุมได้ดีขึ้น แต่ยังควบคุมทิศทางได้ไม่ดีพอ มักทำความสะอาดฟันบนและฟันกรามซี่ในสุดไม่ได้ ผู้ปกครองต้องช่วยแปรงหลักจนถึง 7-8 ปี
  • ทำไมต้อง 7-8 ปี? เด็กจะแปรงฟันได้สะอาดด้วยตัวเองเมื่อกล้ามเนื้อมือมีความแม่นยำเพียงพอที่จะ ผูกเชือกรองเท้า ได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเขาสามารถควบคุมการขยับของแปรงให้ทั่วถึงทุกซี่และทุกด้าน

2. การใช้ไหมขัดฟัน (สำคัญกว่าที่คิด!)

  • ต้องเริ่มใช้เมื่อไหร่? ทันตแพทย์แนะนำให้เริ่มใช้ไหมขัดฟัน ทันทีที่ฟัน 2 ซี่แรกของลูกอยู่ชิดติดกัน (ส่วนใหญ่มักเริ่มในช่วงฟันน้ำนมขึ้นครบ)
  • ใครควรทำ? ผู้ปกครองต้องเป็นผู้ใช้ไหมขัดฟันให้ลูก ในช่วงแรก เพราะการใช้ไหมขัดฟันต้องใช้การควบคุมกล้ามเนื้อมัดเล็กที่ซับซ้อนมาก
  • อายุที่ลูกใช้เองได้: ลูกจะเริ่มมีความสามารถในการใช้ไหมขัดฟันเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ (สามารถพันไหมและสอดเข้าซอกฟันลึก ๆ ได้) เมื่อมีอายุประมาณ 9-10 ปี

💡 คำแนะนำ: เพื่อให้ง่ายต่อการฝึก เด็กเล็กควรเริ่มต้นจากการใช้ ไหมขัดฟันแบบมีด้ามจับ (Floss Holder/Floss Picks) โดยมีผู้ปกครองดูแลอย่างใกล้ชิด

การดูแลสุขภาพช่องปากคือทีมเวิร์คระหว่างพ่อแม่และลูก การช่วยเหลือที่สม่ำเสมอคือการลงทุนเพื่อฟันแท้ที่แข็งแรงค่ะ

ความถี่ในการเคลือบฟลูออไรด์โดยทันตแพทย์จะขึ้นอยู่กับ ระดับความเสี่ยงในการเกิดฟันผุ (Caries Risk) ของเด็กแต่ละคน ซึ่งคุณหมอจะเป็นผู้ประเมิน โดยมีแนวทางโดยทั่วไปดังนี้:

 

ระดับความเสี่ยงฟันผุความถี่ที่แนะนำในการเคลือบฟลูออไรด์
ความเสี่ยงต่ำปีละ 1 ครั้ง
ความเสี่ยงปานกลางทุก 6 เดือน (สอดคล้องกับการนัดตรวจสุขภาพฟันทั่วไป)
ความเสี่ยงสูงทุก 3 เดือน

 

โดยทั่วไปและสำหรับเด็กที่มีความเสี่ยงปานกลาง

ทันตแพทย์มักจะแนะนำให้เด็กเคลือบฟลูออไรด์ ทุก 6 เดือน ซึ่งตรงกับการนัดตรวจสุขภาพช่องปากตามปกติ

ปัจจัยที่ทำให้เด็กมีความเสี่ยงสูง

เด็กที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงอาจต้องการการเคลือบฟลูออไรด์บ่อยขึ้น เช่น:

  • มีพฤติกรรมการกินนมมื้อดึก หรือยังใช้ขวดนมอยู่
  • ชอบทานขนมหรืออาหารจุบจิบที่มีน้ำตาลบ่อยครั้ง
  • มีการทำความสะอาดช่องปากที่ไม่ดี มีคราบจุลินทรีย์ (คราบฟัน) หนาชัดเจน
  • มีประวัติฟันผุ หรือมีรอยผุระยะเริ่มต้น

การกำหนดความถี่ที่เหมาะสมที่สุดจึงควรปรึกษาทันตแพทย์เด็กที่ดูแลโดยเฉพาะ

รากเทียมคืออะไร? และทำไมต้องใส่รากเทียมแทนการทำสะพานฟัน?

รากเทียมคือวัสดุไทเทเนียมที่มีลักษณะคล้ายรากฟัน ถูกฝังลงในกระดูกขากรรไกรเพื่อใช้เป็นฐานรองรับครอบฟันหรือฟันปลอม การใส่รากเทียมดีกว่าการทำสะพานฟันในกรณีที่ฟันข้างเคียงยังแข็งแรง เพราะ ไม่ต้องกรอฟันธรรมชาติที่อยู่ติดกัน และยังช่วยป้องกันการละลายตัวของกระดูกขากรรไกรบริเวณที่สูญเสียฟันไป

ผู้ที่สูญเสียฟันไปและมีสุขภาพช่องปากและสุขภาพโดยรวมที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องมีปริมาณกระดูกขากรรไกรที่เพียงพอ และไม่เป็นโรคเหงือกอักเสบรุนแรง ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ อาจต้องปรึกษาทันตแพทย์เฉพาะทางอย่างละเอียด

การผ่าตัดใส่รากเทียมมักทำภายใต้การฉีดยาชาเฉพาะที่ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บในระหว่างทำ หลังการผ่าตัดอาจมีความรู้สึกปวดเล็กน้อย ซึ่งสามารถควบคุมได้ด้วยยาแก้ปวดตามที่ทันตแพทย์สั่ง

โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน นับตั้งแต่การฝังรากเทียมจนกระทั่งรากเทียมยึดติดกับกระดูกอย่างสมบูรณ์ (Osseointegration) ก่อนที่จะทำการใส่ครอบฟันจริง แต่ในบางกรณีที่ต้องมีการปลูกกระดูกเพิ่ม อาจใช้เวลานานกว่านี้

หากได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม รากเทียมสามารถอยู่ได้ ตลอดชีวิต ความสำเร็จในระยะยาวขึ้นอยู่กับการดูแลสุขอนามัยช่องปากที่ดี การแปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน/แปรงซอกฟัน และการมาตรวจและทำความสะอาดโดยทันตแพทย์เป็นประจำ

รากฟันเทียมทุกยี่ห้อ ทำจากโลหะไทเทเนียมเหมือนกัน ต่างกันที่รายละเอียดพื้นผิว และการออกแบบ ทันตแพทย์มักจะแนะนำให้เปรียบเทียบเหมือนซื้อรถยนต์ หากรากฟันเทียมมีปัญหาในอนาคต after service จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก อย่างน้อยต้องเป็นยี่ห้อรากฟันเทียมที่ทันตแพทย์ส่วนใหญ่รู้จัก และได้มาตรฐานสากล